วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

STORY BOARD

STORY BOARD

เรื่อง การหมั้น

ฉากที่ 1 ณ ร้านอุ่นไอรัก

คาวอนและชินจูเป็นคู่รักกันและพากันมานั่งทานข้าวที่ร้านไออุ่นรัก

พอทั้ง 2คนหาที่นั่งได้ก็นั่งลง แล้วพนักงานเสิร์ฟก็เข้ามาพร้อมกับรายการอาหารยื่นให้ทั้ง 2 คน

พนักงานเสิร์ฟ : สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าจะรับอะไรดีค่ะ?

คาวอน : ผมขอสมูทตี้แอปเปิ้ล แก้วหนึ่งครับ

ชิงจู : อืม ... . ฉันขอไอศครีมบานาน่า กับ ขนมปังอบคะ

พนักงานเสิร์ฟ : ขออนุญาตทวนรายการนะค่ะ รายการที่ท่านสั่งมาคือ สมูทตี้แอปเปิ้ล ไอศกรีมบานาน่า และ ขนมปังอบ รอสักครู่นะค่ะ

พนักงานเสิร์ฟรับรายการอาหารก็เดินเข้าไปหลังร้าน สักพักก็ออกมาพร้อมกับอาหารที่สั่ง

พนักงานเสิร์ฟ : รายการที่สั่งมาแล้วค่ะ (พร้อมกบวางอาหารลงบนโต๊ะ)

พอพนักงานวางอาหารเสร็จก็เดินไป ทั้ง 2 นั่งรับประทานอาหารสักพัก คาวอนก็พูดขึ้นว่า

คาวอน : เออ.... ชิงจูครับ จะว่าไปแล้วเราก็คบกันมานานพอสมควรแล้วนะ จะเป็นไปได้ไหมถ้า...(คาวอนเงียบไปสักพัก)

ชิงจู : ถ้าอะไรหรอค่ะ (ชิงจูทำหน้าสงสัย)

คาวอน : ถ้าผมขอคุณหมั้นกับผมล่ะ ( หยิบแหวนขึ้นมา ) คุณจะยอมหมั้นกับผมไหมครับ?

ชิงจู : (ทำหน้าตกใจพร้อมกับยิ้ม) คะฉันตกลง

ฉากที่ 2 อธิบายเกี่ยวกับกฎหมาย”การหมั้น”

การหมั้น หมายถึง การที่ชายหญิงทำสัญญาว่าจะทำการสมรสกัน เมื่อเกิดการหมั้นขึ้นแล้ว ถ้าฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาคือไม่ยอมทำการสมรส อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ แต่จะฟ้องศาลเพื่อให้ศาลบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งทำการสมรสไม่ได้
1.1 เงื่อนไขของการหมั้น
1) อายุของคู่หมั่น เกณฑ์ของการหมั้น คือชายและหญิงต้องมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์

2) ผู้เยาว์จะทำการหมั้นกันได้ต้องได้ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลต่อไปนี้
- บิดามารดา ในกรณีที่มีทั้งบิดามารดา จะต้องได้รับการยินยอมจากบิดามารดาทั้งสองคน มิใช่ได้รับความยินยอมจากบิดาเพียงคนเดียว หรือได้รับความยินยอมจากมารดาเพียงคนเดียว - บิดาหรือมารดา ในกรณีที่บิดาหรือมารดาตาย หรือถูกถอนอำนาจปกครองหรือไม่อยู่ในสภาพหรือฐานะที่อาจให้ความยินยอม หรือโดยพฤติการณ์ซึ่งผู้เยาว์ไม่อาจของความยินยอมจากมารดาหรือบิดาได้
- ผู้รับบุตรบุญธรรมในกรณีที่ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม
- ผู้ปกครอง ในกรณีที่ไม่มีบุคคลซึ่งอาจให้ความยินยอมตาม ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3หรือมี แต่บุคคลดังกล่าวถูกถอนอำนาจปกครอง บุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้วมีอำนาจทำการหมั้นได้โดยตามลำพังตนเอง ไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือรับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครอง เฉพาะแต่ผู้เยาว์เท่านั้นที่จะต้องได้รับความยินยอม การให้ความยินยอมในการหมั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดแบบพิธีไว้ ฉะนั้นบิดามารดา หรือรับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองจึงอาจให้ความยินยอม โดยวิธีหนึ่งวิธีใด คือด้วยวาจาหรือโดยลายลักษณ์อักษรก็ได้
2. ของหมั้นและสินสอดของหมั้น คือ ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้ไว้แก่ฝ่ายหญิง เพื่อเป็นหลักฐานการหมั้นและเป็นประกันว่าจะทำการสมรสกับหญิง การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบ หรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิง เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิงสินสอด คือ ทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรส โดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิง หรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้
3. ผลของการหมั้น เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้น อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทนในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น ให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย
4. การเลิกสัญญาหมั้น การเลิกสัญญาหมั้นด้วยความยินยอมทั้งสองฝ่าย ย่อมทำได้โดยไม่ต้องทำเป็นหนังสือมีพยานลงลายมือชื่อ เมื่อเลิกสัญญากันแล้วก็กลับคืนสู่ฐานะเดิม ฝ่ายหญิงต้องคืนของหมั้น และถ้ามีสินสอดก็ต้องคืนให้แก่ฝ่ายชายด้วยการเลิกสัญญาหมั้นด้วยเหตุที่คู่หมั้นตาย คู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งจะเรียกเอาค่าทดแทนกันไม่ได้ สำหรับของหมั้นหรือสินสอดนั้น ไม่ว่าชายหรือหญิงตาย ฝ่ายหญิงไม่ต้องคืนให้แก่ฝ่ายชาย


สมาชิกกลุ่มPerfect ...
นางสาววัชราภรณ์ ถวัลย์วงศ์ เลขที่ 12
นายภูมิพัฒน์ เชื้อสะอาด เลขที่15
นางสาวรัชนีกร ขันทฤทธิ์ เลขที่ 24
( ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 )

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

คณะในฝัน ... เภสัชศาสตร์


คณะเภสัชศาสตร์

ที่มา

คณะเภสัชศาสตร์ หรือ สำนักวิชาเภสัชศาสตร์ (อังกฤษ: School of Pharmacy) เป็นสถานศึกษาพื้นฐานในการผลิตเภสัชกร โดยแบ่งเป็นการศึกษาในระดับปริญญาบัณฑิตและบัณฑิตศึกษา การศึกษาทางเภสัชศาสตร์โดยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ในหลายประเทศได้จัดหลักสูตรการศึกษาโดยใช้ระยะเวลาการศึกษา 3 - 6 ปี อันประกอบด้วย เภสัชศาสตรบัณฑิต, วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเภสัชศาสตร์ หรือในระดับผู้เชี่ยวชาญทางเภสัชกรรม (Doctor of Pharmacy) ภายหลังสำเร็จการศึกษาแล้วในแต่ละประเทศจะมีการจดขึ้นทะเบียนเป็นเภสัชกรแตกต่างกันออกไป

คณะเภสัชศาสตร์ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งนับเป็นสถาบันการศึกษาทางเภสัชศาสตร์แห่งแรกที่ได้ยกระดับเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา การศึกษาทางเภสัชศาสตร์โดยส่วนมากได้รับการแบ่งเป็น 2 ระบบ คือ วิทยาศาสตร์เภสัชศาสตร์ และ เภสัชบริบาลศาสตร์ โดยผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสองประเภทต้องจดทะเบียนเป็นเภสัชกรเช่นกัน โดยวิทยาศาสตร์เภสัชศาสตร์ได้จำแนกออกเป็นหลายสาขา เช่น เภสัชภัณฑ์ เภสัชอุตสาหกรรม เภสัชวิทยา เภสัชเวท เภสัชเคมี เภสัชศาสตร์สังคม บริหารเภสัชกิจ และเภสัชบริบาลศาสตร์ยังแบ่งเป็น เภสัชกรรมคลินิก เป็นต้น

ปัจจุบันมีการจัดตั้งคณะและสำนักวิชาเภสัชศาสตร์ขึ้นหลายแห่งทั่วโลก ทั้งในสถานะเป็นโรงเรียน, วิทยาลัย, สำนักวิชา และคณะ แต่ละแห่งจะมีการจัดระบบการศึกษาแตกต่างกันออกไป

การเรียนการสอน

การศึกษาทางเภสัชศาสตร์มีการจัดหลักสูตรการศึกษาแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ตั้งแต่ใช้ระยะเวลาศึกษา 3 - 6 ปี ในสถานศึกษาแต่ละแห่งก็มีการจำแนกแผนกวิชา, ภาควิชาออกตามความสะดวกต่อการจัดการเรียนการสอน แต่โดยส่วนมากก็ยังคงประกอบด้วยศาสตร์สำคัญ อันได้แก่ วิทยาศาสตร์เภสัชศาสตร์, เภสัชบริบาลศาสตร์ และเภสัชศาสตร์สังคม อย่างไรก็ดี ก็ยังคงมีการจำแนกตามสาขาวิชา ได้แก่ เภสัชภัณฑ์ เภสัชอุตสาหกรรม เภสัชวิทยา เภสัชเวท เภสัชเคมี เภสัชศาสตร์สังคม บริหารเภสัชกิจ

แต่ละประเทศได้จัดระบบการศึกษาแตกต่างกันไปตามระยะเวลาการศึกษา อันประกอบด้วย ระบบการศึกษา 3 ปี สำเร็จการศึกษาในระดับเภสัชศาสตรบัณฑิต ได้แก่ประเทศเดนมาร์ก, ระบบการศึกษา 4 ปี สำเร็จการศึกษาในระดับเภสัชศาสตร์บัณฑิตหรืออนุปริญญาเภสัชศาสตบัณฑิต ได้แก่ ประเทศแคนาดา, ออสเตรเลีย, กรีซ, ไอร์แลนด์ และนิวซีแลนด์, ระบบการศึกษา 5 ปีในสเปนและการ์ตาร์ และระบบการศึกษา 6 ปี สำเร็จการศึกษาในระดับเภสัชศาสตรบัณฑิตเป็นผู้เชี่ยวชาญทางเภสัชกรรมในชิลี โปรตุเกส ฝรั่งเศส และประเทศไทย

ในการเรียนการสอนของทุกสถาบันจะประกอบด้วยวิชาพื้นฐานทั้งทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ นอกจากนี้ยังต้องศึกษาในศาสตร์อื่นๆที่มีความเกี่ยวข้องกับเภสัชศาสตร์ด้วย อาทิ กายวิชาภาคศาสตร์ สรีรวิทยา ชีวเคมี และจุลชีววิทยา และในระหว่างการศึกษาสถาบันโดยส่วนใหญ่จะจัดให้มีการฝึกงานทางเภสัชกรรมตามสมควร ภายหลังสำเร็จการศึกษาในแต่ละแห่งอาจศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา อาทิ เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต และ เภสัชศาสตรดุษฎีบัณฑิต

เรียนจบแล้วทำงาน
1. เภสัชกรอุตสาหกรรม ฝ่ายผลิตยามีหน้าที่ผลิตยาตามแหล่งวิชาการ
2. เภสัชกรตลาดธุรกิจ Detail ยาประกอบอาชีพเภสัชกรรมโดยการนำเภสัชภัณฑ์ไปนำเสนอกับแพทย์ตามโรงพยาบาล
3. เภสัชชุมชน เภสัชกรร้านยา มีหน้าที่บริการความรู้แก่ประชาชน ในด้านการใช้ยาจำหน่ายยาตามอาการผู้ป่วย
4. เภสัชกรโรงพยาบาล เป็นงานที่ได้ใช้ความรู้ด้านเภสัชอย่างเต็มที่ รับผิดชอบการจัดยาตามใบสั่งแพทย์
5. เภสัชกรคลินิค เน้นในการให้บริการข่าวสารและต้องมีความรู้ทางด้านเภสัชวิทยาอย่างดีเยี่ยม
6. เภสัชกรฝ่ายการศึกษา อาจารย์ที่ให้ความรู้แก่นักศึกษาในสาขาวิชาของ เภสัชศาสตร์
7. เภสัชกรฝ่ายบริหารงานรํฐ ปฏิบัติงานในแต่ละหน่วยงานแตกต่างกันไป